[Japan Trip 01] Tokyo : Ueno & Asakusa

posted on 08 May 2014 01:54 by nat-chi in Trip directory Food, Travel, Diary
 

 

 

ได้เวลาเริ่มต้นการเดินทางกับทริปญี่ปุ่นครั้งแรกซักที

หลังจากวางแผน เตรียมตัวการเดินทางไปเมื่อเอนทรี่ที่แล้ว

ก็ถึงเวลาที่ต้องไปตะลุยตามแผนที่วางไว้

 

 

ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 19.30 ด้วยสายการบิน เวียดนามแอร์ไลน์

กว่าจะเช็คอินได้ รอจนจะหลับคาเค้าน์เตอร์เช็คอิน แถวยาวมากกก

คนไปญี่ปุ่นช่วงสงกรานต์เป็นแสน คนต่อคิวมีแต่คนไทย

ไอ้เราก็คิดในแง่ดี เค้าอาจจะไปเวียดนามกันก็ได้ 555 (เครื่องลงเวียดนามก่อน)

สายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ ให้โหลดกระเป๋าแค่ 20 กิโล

ขาไปนัชชิสอยไป 10 กิโลนิดๆ ชิวๆ เผื่อน้ำหนักไว้ยัดของตอนขากลับ !!!

 

 

 

 

 

เครื่องบินไปถึงเวียดนามประมาณสามทุ่มนิดๆ จากนั้นก็ค้างเติ่ง

หาที่นอนยาว นอนบนเครื่องมันอึดอัด นอนไม่สบาย

ก็หาเอามุมๆ เก้าอี้ว่างๆในสนามบินที่เวียดนามเอา

บินอีกทีเที่ยงคืน ถึงญี่ปุ่นแปดโมงเช้า หลับยาวโลดดดด

 

 

มาดูอาหารบนเครื่องกันดีกว่า

มีให้เลือกสองแบบ คือ Western Style กับ Japanese Style


 

 

 

นัชชิเลือก Japanese Style มา

เป็นข้าวกับแซลมอนย่าง เสริฟคู่กับผักดอง

 

 

 

 

 ส่วนอันนี้เป็น Western Style 

ที่ดูผ่านๆแล้วเหมือน Chinese Style มากกว่า

เพราะมันเป็นเส้นก๊วยเตี๋ยวผัด มัน Western ยังไงฟระ -_-" 

รสชาติพอใช้ได้ แต่การบินไทยอร่อยกว่า 55

 

 

 

พอลงจากเครื่อง ผ่านตม.แบบสบายๆ

ก่อนอื่นรีบไปแลกบัตร JR Pass ที่เค้าน์เตอร์ JR ก่อน

เค้าจะให้เรากรอกข้อมูล เลขพาสปอร์ต วันที่เราเริ่มต้นใช้ ใช้ถึงวันไหน

นัชชิเริ่มใช้บัตร JR วันถัดไป ดังนั้นวันแรกเราเลยจะนั่งรถไฟของ Keisei เข้าโตเกียว

ซึ่งที่ที่เราจะไปลงคือสถานี Okachimachi แถว Ueno เพื่อไปเช็คอินโรงแรมกันก่อน

 

 

 

 หลังจากแลก JR Pass แล้วเราก็ไปที่เค้าน์เตอร์ของรถไฟ Keisei

เพื่อนั่งรถไฟไป Ueno เรานั่งแบบ Limited Express ราคา 1,000 เยน เท่านั้น

โดยเราจะไปลงสถานี Nippori แล้วต่อรถไฟ JR ไปลงสถานี Okachimachi

 

 

 

 

เค้าน์เตอร์ของ Keisei จะเป็นสีฟ้า สดใส สะดุดตามาก

 

 

 

โฉมหน้าบัตรเบ่ง ยังเบ่งวันนี้ไม่ได้ รอไปก่อนนะ 555

 

 

 

ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงสถานี Okachimachi

เนื่องจากเป็นผู้หญิงที่มีการเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี แผนที่โรงแรมมีพร้อม

บวกความสามารถด้านเนวิเกเตอร์ของคุณนายปุ้มคนงาม

ทำให้เราหาโรงแรมที่แรกของเราได้อย่างง่ายดาย สบายๆ ชิวๆ

 

 

แล้วเราก็มาถึงที่พักคืนแรกในญี่ปุ่น  

 

 

"โรงแรม Ueno First City Hotel"


เวลาเช็คอินคือตอนบ่ายสาม เลยต้องฝากกระเป๋าไว้ก่อน

แล้วออกไปเดินเล่น + หาอะไรกินตอนเที่ยงแถวตลาดอาเมะโยโกะ

แล้วค่อยกลับมาเช็คอินอีกทีตอนบ่ายสาม

 

 

ตลาดอาเมะโยโกะเป็นถนนคนเดินที่มีทั้งของกิน อาหารสด และร้านค้าช๊อปปิ้งของถูก

อารมณ์คล้ายๆเหมือนถนนทงแดมุนของเกาหลี

ถนนจะเริ่มตั้งแต่สถานี Okachimachi ยาวไปจนถึงสถานี Ueno

เลยกะว่าจะหาไรกินรองท้อง แล้วค่อยกลับไปเช็คอินที่โรงแรม


 

 

 

ถนนอาเมะโยโกะหาไม่ยาก ออกมาจากสถานีก็เจอเลย

ไม่ว่าจะมาจากสถานี Ueno หรือสถาน Okachimachi


 

 

มีทั้งของสด รวมไปถึงผลไม้สดต่างๆมากมาย

ถ้าเป็นผลไม้พร้อมทาน ที่นี่เค้าจะเสียบไม้กินกัน


 

 

สตอเบอรี่ลูกอย่างเบ้ง เสียบไม้ ไม้ละ 200 เยน 

นิกกี้เห็นปุ๊บ พุ่งตัวไปทันที 


 

 

"ตู้กดน้ำ" มองเห็นได้ทั่วไปตามท้องถนน เต็มไปหมด

เครื่องดื่มที่ญี่ปุ่นนี่มีให้เลือกเยอะมากกก 

 

 

มื้อแรกของเราที่ญี่ปุ่น

เป็น “จิราชิ ซูชิ” หรือข้าวโปะหน้าปลาดิบ

จริงๆเป็นคนไม่กินปลาดิบ แต่ไหนๆมาถึงนี่แล้ว เอาซะหน่อย


 

 

มีเมนูให้เลือกเต็มไปหมด นังปุ้มคนงาม ก็ยังอุตส่าห์เลือกที่มันไม่มีในเมนูอีก 55

แล้วจะสื่อสารกันยังไง สุดท้ายนางก็ได้สิ่งที่นางอยากกิน ด้วยภาษามือนี่แหละ


 

 

รสชาติมันก็อร่อยดีนะ กินได้ แต่กินไปซักพัก แล้วแอบเลี่ยนอ่ะ

ราคาตกชามละประมาณ 1,200 – 1,500 เยน


 

 

 

ไข่หอยเม่น อร่อยมากกกกกกก แต่ก็เลี่ยนมากกกกกกกก


 

 

เดินผ่านเครื่องหมุนไข่

นิกกี้ก็เลยจัดซะหน่อย หนึ่งในภารกิจประจำตัวที่ต้องทำ

ซักพักเดินผ่านร้านมัตสึโมโตะ ไม่ทันไรนิกกี้ก็สติแตกค่ะ ช๊อปแหลก

หมดไปเบาๆเกือบหมื่นเยน

เย็นไว้โยมมมมม เพิ่งวันแรกเองงงงงงงงงงงงง

 

 

พอบ่ายสามเราก็กลับมาที่โรงแรม ได้เวลาเข้าห้อง

ห้องเล็กมากกกกกกก แต่ก็พอรู้มาบ้างแล้ว ว่าโรงแรมญี่ปุ่นห้องพักจะเล็กมาก

แต่ไม่คิดว่าห้องน้ำมันจะเล็กขนาดนี้ เหมือนห้องน้ำเครื่องบิน

แต่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกจัดเต็ม ให้มาแม้กระทั่งตาข่ายตีฟองโฟมล้างหน้า


 

 

ถึงห้องปุ๊บ อาบน้ำก่อนเลย ไม่ไหวแล้วววววววว

แถมขอแอบงีบซัก 2 ชั่วโมง ด้วยความเพลียจากเครื่องบิน

บนเครื่องมันนอนไม่สบายจริงๆนะ ปวดคอโคตรรรรรร

 

 

หลังจากได้อาบน้ำ พักผ่อน

เราก็มุ่งหน้าสู่อาซาคุสะ โดยรถไฟใต้ดิน

นั่งสาย Ginza Line สีส้ม จากสถานี Ueno-Hirokoji ซึ่งเป็นอีกสถานีที่ใกล้โรงแรมที่พัก

นั่งไปจนถึงสถานี Asakusa

ออกมาจากสถานี ก็มองหาแบบงงๆ ใช้วิธีเดินตามฝูงชนไป

จนเห็นโคมแดงใหญ่ โดดเด่นเป็นสง่า สัญลักษณ์สำคัญของวัด

ชัวร์แล้วว่าไม่หลง ก็จัดก่อนเลย ถ่ายรูป !!!!!


 

 

โคมแดงใบใหญ่อันนี้ ชื่อ "คามินาริ"

ตรงด้านข้างโคมแดงก็มีรูปปั้นเทพเจ้าหน้าตาคุ้นๆ

เดาว่าเป็นเทพคามินาริ แปลว่า เทพสายฟ้า

มีรูปปั้นเทพเจ้าสององค์ ในเมื่อองค์ตะกี้เป็น เทพสายฟ้า เราก็เดาว่าอีกองค์น่าจะเป็น เทพวายุ

ฮ่าๆๆๆๆๆ เดาล้วนๆค่ะ ด้วยความเป็นติ่งไยบะ หน้าตาคุ้นมากกกกกก เทพวายุ อัศนี


 

 

จริงๆแล้ววัดนี้ไม่ได้ชื่ออาซาคุสะ ตัววัดจริงๆชื่อ วัดเซ็นโนจิ

แต่ด้วยความที่ไปค่อนข้างเย็น ค่อนไปทางมืด

และกว่าจะฝ่าดงถนนทดสอบความอดทนในการช๊อป อย่างถนนนากามิเซ

ที่พอเดินเข้าโคมแดงมาก็เจอเลย คือดักเงินกันข้างหน้านี้เลยคร่า

พอไปถึงปลายทางถนนที่เป็นวัด วัดปิดพอดีค่ะ เข้าไม่ได้ 5555

 

 

มาถึงอาซาคุสะ เราก็ต้องกินของขึ้นชื่อของเค้า

นั่นก็คือ “ซาลาเปาทอด” อย่าถามชื่อเป็นญี่ปุ่น จำไม่ได้แว้วววว

มันก็คือแป้งทอดนี่แหละ แล้วก็มีไส้ข้างในให้เลือก


 

 

 

พยายามมองหาร้าน กลัวไปร้านผิด แต่ดูจากปริมาณคน น่าจะถูกร้านแล้ว


 


 

มีให้เลือกมากมายหลายไส้ เลือกยากมาก อยากกินหมดเลย

ข้างหลังแถวก็ยาว กดดันโคตร 


 

 

เลือกไส้อะไรมาก็ไม่รู้ จำไม่ได้ รู้ว่าเป็นไส้คาว

เพราะคนอื่นเลือกไส้หวานหมด ก็อร่อยสมชื่อค่ะ ทอดออกมากรอบ ไม่อมน้ำมัน

ถ้าไม่ติดว่าจะไปเขมือบข้าวหน้าปลาไหลต่อ จะกินซักห้าชิ้น 55


 

 

 

อันนี้ไส้ชาเขียว ไม่หวานมาก อร่อยดี 


 

 

ส่วนอันนี้ เป็นไส้เค็ม เหมือนเป็นหมูผัดอะไรซักอย่าง

เอาเป็นว่าอร่อยละกัน กินได้เรื่อยๆ ไม่เลี่ยนเลย


 

 

จุดมุ่งหมายหลักๆของทริปญี่ปุ่นของนัชชิ คือการกินค่ะ

เรามีการเตรียมร้านตามลายแทงของคนที่เคยรีวิวไว้ และมุ่งมั่นว่าจะต้องกินให้ได้

หนึ่งในร้านที่เรามุ่งมั่นว่าจะมา ก็คือ ร้านข้าวหน้าปลาไหลแถวอาซาคุสะ

เดินตามลายแทงกันอย่างจริงจัง เดินฝ่าอากาศหนาวไปไกลอีกหน่อย

 ยอมกินซาลาเปาแค่ชิ้นเดียวเพื่อข้าวหน้าปลาไหล

เมื่อไปถึงหน้าร้าน ดีใจมาก เจอแล้วๆๆๆๆ

ดีใจได้เพียงสองวินาที ก็แห้วรับประทานค่ะ เพราะร้านปิดปรับปรุง

เงิบไปห้าวินาที น้ำตาจะไหล

 

“ฉันมาไกล.....มาไกลเหลือเกิน”


 

 

ไม่ได้กิน ถ่ายรูปหน้าร้านเป็นที่ระลึกไว้ก็ยังดี T^T

คือตอนเดินหาร้าน มโนไปถึงกลิ่นแล้วอ่ะ ดับฝันสุดๆ

 

เมื่อภารกิจแรกล่ม เราก็ต้องมีแผนสำรอง

เลยตัดสินใจเข้าร้านเทมปุระ เพราะเราจำได้ว่ามันก็ดังอยู่

และด้วยความหน้ามืดตามัวเพราะความหิว เลยเดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว

เมนูเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ เราก็จิ้มรูปเอา

 

 

 

ถ้าจะบอกว่าเป็นเทมปุระที่อร่อยที่สุดตั้งแต่กินมา จะเชื่อมั้ย

ไม่อมน้ำมันเลยยยยยย อร่อยมากกกกก หายลงท้องภายในพริบตา

ในเซ็ตมีไข่ม้วนด้วย ชอบกินมาก พอมากินแบบออริจินอล ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่

มื้อนี้ฟินอีกแล้ววววว ฟินมันตั้งแต่วันแรกเลย

นี่ถ้าได้กินข้าวหน้าปลาไหล คงฟินกว่านี้อีกสิบเท่า

 

 

อันนี้เป็นเทมปุระโซบะ แอบจิ๊กกินเบาๆ อร่อยโฮกเช่นกันนนน


 

 

โปรแกรมวันแรก เป็นโปรแกรมเบาๆ ไม่หนักมาก

เนื่องจากอ่อนเพลียจากการนั่งบนเครื่องบิน + ค้างเติ่งที่เวียดนาม

กินข้าวเย็นเสร็จ เดินชิวๆแถวริมฝั่งแม่น้ำสุมิดะ ซึ่งมีตึกขี้ !!!

ใช่แล้ว เค้าเรียกตึกขี้จริงๆ หน้าตามันก็ใช่ด้วย มันเรียกว่า ตึกอุนจิ


 

 

เป็นตึกของบริษัทอาซาฮี ด้านบนมันมีก้อนอุนจิสีทองแปะอยู่

ห่างออกไปไม่ไกล ในระดับที่มองเห็น ก็จะเห็น Tokyo Sky Tree

 

 

ยืนชิวๆรับลมหนาว ลมตีหน้ากันอยู่แว่บนึง แว่บนึงจริงๆ จะแข็งตายคาสะพาน

ก็ได้เวลากลับโรงแรม กลับไปซุกไออุ่น

ต้องรีบพักผ่อนให้เต็มที่

เพราะโปรแกรมวันถัดไปของเรา คือการไปหาฟูจิซัง ที่คาวากูชิโกะ

 

 

แล้วเจอกันเอนทรี่หน้า

 


Next Station >>>> Kawaguchiko

 

 

Date : 8 May 2014

 

 

 

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

รอชมต่อนะคะ big smile

#3 By destinyparade on 2014-05-24 08:57

รอดูฟูจิซัง เย้ๆๆๆ :3

#2 By winter-moonlight on 2014-05-19 20:00

สุดยอดเลยยค่ะ คงสนุกน่าดู ของก็น่ากินน

#1 By กงกี้ (27.130.240.183|27.130.240.183) on 2014-05-16 02:45