Japan Trip 06 : Yokohama : Ramen Museum

posted on 28 Jul 2014 15:18 by nat-chi in Trip directory Asian, Travel, Diary
 
 
 
 
 
 

...จดหมายตีตราจ่าหน้าว่ามาจากแดนไกล 

ประเทศญี่ปุ่นแดนซามูไร เปิดอ่านแล้วใจพี่ร่วงลงดิน 

ข้อความเนื้อใน แทบทำร้ายพี่ให้แดดิ้น 

โฉมงามแม่ยอดยุพิน ชีวิตดับดิ้นที่เมืองโยโก....” 

 

 

กลายเป็นเพลงติดปากทุกครั้ง ที่พูดถึงเมืองโยโกฮาม่า

เหตุเกิดมาจากตอนวางแผนทริป พอวางแผนมาถึงโยโกฮาม่า

คุณนี้ดก็ร้องเพลงนี้ขึ้นมา ตั้งแต่นั้นมาก็จำติดหูมาโดยตลอด

ทั้งที่เนื้อเพลงมันได้มีความเกี่ยวข้องอะไรเล๊ยยยยย ได้แค่ชื่อเพลงล้วนๆ 

 

 

เริ่มต้นมาด้วยพี่ปู พงษ์สิทธิ์ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับทริปเราเลยซักนิด

มาถึงก็ออกทะเลไปไกลโพ้น กลับมาสู่ทริปของเรากันต่อดีกว่า

เข้าสู่วันที่ 6 ของทริปเที่ยวญี่ปุ่นของนัชชิแล้ว

หลังจากที่เราสิงอยู่ ณ เกียวโต-โอซาก้า เป็นเวลา 3 วัน

ก็ได้เวลาเดินทางกลับเมืองหลวง แต่ก่อนจะไปโตเกียว

เราก็ขอแวะเที่ยวเมืองโยโกฮาม่ากันก่อน

 

 

ด้วยความเป็นสถาปนิก และเสพติดราเมง

"โยโกฮาม่า" จึงเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่คุณนี้ดรีเควส

ขอมาเราก็จัดให้ จุดมุ่งหมายของเราในวันนี้ก่อนกลับโตเกียวก็คือ

“พิพิธภัณฑ์ราเมง” และ “ท่าเรือ Osanbashi”

ที่ได้รับรางวัลด้านออกแบบสถาปัตยกรรมยอดเยี่ยมอะไรซักอย่าง (จำคุณนี้ดมา 55)

 

 

Check Out ออกจากโรงแรมแต่เช้า

กินอาหารเช้า Japanese Style ที่หน้าตาเหมือนเมื่อวานเด๊ะๆ

จากนั้นก็มานอนหลับต่อกันยาวๆ ในรถไฟชินคันเซ็น

วันนี้เป็นวันแห่งการเดินทางไกลอีกแล้ว

สถานีปลายทางของเราคือ สถานี Shin-Yokohama

ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาที

พอมาถึงสถานี Shin-Yokohama เราก็มองหาล๊อคเกอร์ฝากกระเป๋ากันก่อน

เพื่อจะได้ไปกินและเที่ยวกันอย่างสบายใจ ไร้น้ำหนัก

 

 

 

หน้าตาของล๊อคเกอร์ฝากกระเป๋า

หาได้ตามสถานีรถไฟต่างๆ มีแทบทุกสถานี

ขนาดของตู้ ก็จะมี 3 ขนาด คือ ใหญ่ กลาง เล็ก

พวกเราเลือกไซส์ใหญ่กัน จัดกันไปคนละตู้ ราคา 500-600 เยน (จำได้ไม่เป๊ะ)

ซึ่งวีธีการก็คือ ใส่กระเป๋าเข้าไป แล้วปิดประตูตู้ จากนั้นหน้าจอจะโชว์รูปตู้

เราก็เลือกตู้ที่เราเพิ่งเอากระเป๋ายัดเข้าไป แล้วก็หยอดเหรียญ

แล้วเค้าจะมีรหัส PIN ออกมา โดยจะใช้รหัสนั้นในเวลามาเอากระเป๋าออก

ซึ่งเมื่อปิดประตูแล้ว มันจะปิดเลย จะเปิดได้อีกทีตอนเอากระเป๋าออกเท่านั้น

จึงควรเช็คเอาของที่จะติดตัวไปให้ดี เปิดหลายรอบไม่ได้นะฮะ

 

 

หลังจากฝากของ ก็เดินตัวเบาหวิว เพื่อไปทำให้ตัวหนักขึ้น

ซึ่งพิพิธภัณฑ์ราเมงอยู่ไม่ไกลจากสถานีมากนัก พอเดินไปได้

พึ่งพา Google Map กันอีกตามเคย งงๆนิดหน่อย สุดท้ายก็หาเจอ

มีเสียค่าบัตรผ่านประตู ราคา 300 เยน

 

 

เดินเข้าไป ชั้นแรกก็จะพบกับพิพิธภัณฑ์ ที่เล่าถึงประวัติความเป็นมาของราเมง

และมีขายอุปกรณ์ ของที่ระลึก และราเมงชนิดต่างๆ

ซึ่งเราผ่านตรงโซนนี้ไปเร็วมากเนื่องจากความหิว

จุดแรกที่พุ่งตัวไป คือชั้นใต้ดิน ที่เป็นแหล่งรวมร้านราเมง

 

 

 

บรรยากาศเป็นสไตล์ย้อนยุค แต่เป็นย้อนยุคแบบ ยังไงดีหว่า

แต่ ณ ตอนนั้น บรรยากาศไว้ก่อน ไว้มาซึมซับกันทีหลัง

เลือกร้านกันก่อนเลยดีกว่า จะกินร้านไหนดี

แต่ละร้าน เป็นราเมงชื่อดังจากจังหวัดต่างๆ

เราต้องเลือกร้านก่อน เค้ามีแผ่นพับแนะนำแต่ละร้านมาให้

มีเป็นเวอร์ชั่นภาษาไทยด้วย สุโค่ยมากกกกกก

เมื่อเลือกร้านที่อยากกินได้แล้ว หน้าร้านจะมีตู้กด ให้เลือกราเมงที่อยากกิน

มีรูปและราคาพร้อม ใส่เงินเข้าไป จากนั้นก็จะได้เป็นคูปอง

แล้วก็เข้าไปรอในร้าน พร้อมกิน

 

 

 

หน้าตาคูปอง

4 คนอยากกินกันคนละร้าน เลยกระจายตัวกัน

คุณนี้ดกับนิกกี้ไปร้านที่ 3 ชื่อ "Men-no-bo Toride"

 เป็นราเมงน้ำซุปกระดูกหมู

คุณนายปุ้มอยากกินแบบเผ็ดๆ เลยเลือกร้านที่ 4

ชื่อร้าน "Ikemen Hollywood"

ส่วนเรา .....  หลังจากยืนคิดอยู่นานมาก

ตอนนั้นอยากให้ตัวเองมีสิบหน้า สิบกระเพาะ

 

 

....ถ้าฉันมีสิบหน้า..อย่างทศกัณฐ์...

สิบหน้านั้น ฉันจะหัน ไปกินทุกร้านเลยยยยยย......

 

 

สุดท้ายก็เลือกร้านหมายเลข 6

เป็นต้นตำรับราเมงซุปกระดูกหมูจากคุมาโมโตะคิวชู

ร้าน "Komurasaki"

 

 

 

 

....อย่าถามได้ไหม...รู้สึกยังไง...

 

อร่อยมากกกก เส้นราเมงเป็นแบบเส้นเล็ก

มีการใส่น้ำมันอะไรซักอย่าง กับกระเทียมคั่ว ยิ่งทำให้น้ำซุปหอมมาก

ที่ชอบมากๆเลยคือหน่อไม้ หวานๆกรอบๆ

รู้สึกดี ที่ตัวเองเลือกร้านที่ถูกใจ

กินๆไปเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า มีแบบไซส์เล็กด้วย

เห็นช้าไปสินะ เพราะที่ได้มา ชามมันใหญ่เบ้งมาก

มากเกินกว่าที่จะมีเนื้อที่เหลือไว้สำหรับร้านอื่น

ส่วนคุณนี้ดกับนิกกี้ ตามสไตล์ เบิ้ลชามสองแน่นอน

นิกกี้ไปกินร้านที่ 2 ที่ร้าน Hollywood

ส่วนคุณนี้ดจัด Tsukemen ของโปรด

 

 

หลังจากอิ่มท้องแล้ว ก็มาว่าด้วยบรรยากาศกันต่อ

คือมันย้อนยุคนะ แต่มันแหม่งๆอ่ะ

ไม่รู้จะอธิบายยังไง หันไปบอกนิกกี้

เหมือนเรากำลังเดินผ่านซ่องญี่ปุ่นเลยเนอะ 5555

มันดูทึมๆ กลัวโดนฉุดมาก บอกเลย

 

 

จากนั้นเราเดินกลับไปที่สถานี Shin-Yokohama

เพื่อจะนั่งรถไฟไปท่าเรือ Osanbashi

หรือชื่อเต็มๆก็คือ “Osanbashi Yokohama International Passenger Terminal”

โดยไปลงที่สถานี "Nihon Odori" ซึ่งยังไงก็ไม่รู้

อยู่ดีๆรถไฟก็จอดกลางทางแบบงงๆ ไอ้เราก็งง ต้องทำไงต่อ

แล้วอยู่ดีๆ รถไฟก็ย้อนกลับมาทางเดิมแบบงงๆ

ต้องนั่งกลับไปที่  "Nihon Odori" อีกรอบแบบงงๆ

 

 

 

บรรยากาศระหว่างที่เดินไปที่ท่าเรือ

ระหว่างที่เดิน รู้สึกได้เลยว่า โยโกฮาม่าเป็นเมืองใหม่

ดูสะอาดสะอ้าน เรียบร้อยสบายตา และค่อนข้างเป็นเมืองสไตล์ตะวันตก

อาจเป็นเพราะว่าเป็นเมืองท่าด้วยมั้ง

 

 

 

ไม่ว่าไปเมืองไหนก็ต้องถ่ายพื้นถนน

โอซาก้ามีฝาท่อ ที่โยโกฮาม่าก็มีลายแบบนี้

 

 

ลักษณะตึก อาคาร บรรยากาศเหมือนเมืองนอก

บวกกับอากาศไม่หนาว มีลมพัดเย็นๆ 

ทำให้รู้สึกเหมือนเดินอยู่ในประเทศแถบยุโรป 555

 

 

มาถึงท่าเรือ ก็ได้เวลาถ่ายแฟชั่น

นางแบบมีอยู่ 3 คน แต่คุณนี้ดกดไปประมาณ 180 รูปได้

ถ่ายจนไม่รู้จะตั้งท่าอะไร แทบจะนอนถ่ายแล้ว



 

ภาพเซ็ตนี้ คือคัดมาจากที่ถ่ายประมาณ 800 กว่ารูป

ถ้าเอาลงหมด คงต้องอัพบล๊อคกันไปจนถึง Japan Trip 85

 

 

"เฟย์ ฟาง แก้ว" หรือ "จอย กิ๊บ มาร์" เลือกได้ตามใจชอบ 

ช๊อตบังคับ กระโดดมันทุกที ตั้งแต่บางแสน ยันโยโกฮาม่า

 

 

เดินเลยไปอีกนิด ก็จะเป็นส่วนของอาคารซึ่งเป็นไม้

ออกแบบเป็นแนวโค้งๆ เอียงๆ ไม่มีบันได เป็นแบบทางเดินลาดๆ

 แถมคุณนี้ดบอกว่ามันไม่มีเสาด้วย

 

 

 

ด้านบนอาคาร จะเป็นดาดฟ้าสำหรับมาเดินเล่นพักผ่อน

 มีสนามหญ้าเล็กๆสีเขียว ตัดกับพื้นไม้




เดินรับลมกันอยู่ซักพักก็ได้เวลากลับโตเกียว

กลับไปเอากระเป๋าที่ล๊อคเกอร์ เพื่อนั่งชินคันเซ็นไปโตเกียวต่อ

แต่ปรากฏว่า นิกกี้ดันทำรหัสตู้ล๊อคเกอร์หาย !!!!!!!

นางช๊อคไปเลยคร่า ต้องค่อยๆปลอบให้ใจเย็นๆ เพราะนางสติแตกไปเรียบร้อย

วิ่งไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รถไฟ

สุดท้ายต้องติดต่อกับบริษัทเจ้าของล๊อคเกอร์ ซึ่งเค้าจะมาไขกุญแจให้ตอน 20.15

เราก็เลยเอากระเป๋าฝากในล๊อคเกอร์กันอีกรอบ

ถ่ายรูปรหัสเอาไว้ด้วยกันเหนียว แล้วไปหาข้าวเย็นกิน

หลังจากที่เลือกกันอยู่นาน ก็มาลงที่ข้าวหน้าเนื้อ Yoshinoya

ที่เมืองไทยไม่มีว่างั้น ??????

คือมันอร่อยกว่าที่เมืองไทยนะ ไม่รู้คิดไปเองรึป่าว กินแล้วได้เนื้อได้หนัง

นิกกี้ก็ยังคงความซวยอย่างต่อเนื่อง ทำน้ำสลัดกระเด็นเข้าหน้าตัวเองเต็มๆ

 

 

 

จะบอกว่ามาญี่ปุ่น กิมจิที่เป็นเครื่องเคียง อร่อยแทบทุกร้าน

ถูกปากมากๆ อยากจะขนกลับบ้าน

 

 

อันนี้มีเพิ่มไข่ดิบ 

อาหารทุกจาน ถ้ามีไข่ดิบประดับอยู่ด้านบน

จะเพิ่มความน่ากินอีก 50%

 

 

20.15 ปุ๊บ พนักงานมาปั๊บ ตรงเวลาสุดๆ ตรงจนน่ากลัว 

เปิดล๊อคเกอร์เอากระเป๋าเรียบร้อย ก็พุ่งตัวไปโตเกียวทันที

กลัว Check In โรงแรมไม่ทัน

ชีวิตเกือบดับดิ้นที่เมืองโยโก ตามเนื้อเพลงซะแล้ว 55555

โรงแรม 2 คืนสุดท้ายที่โตเกียวของเรา ก็คือ

โรงแรม "Toyoko Inn" สาขาที่สถานี Shinagawa

เลือกที่นี่ เพราะวันกลับ ไฟล์ทมันโคตรเช้า

พักที่นี่น่าจะไปสนามบินได้เร็วและสะดวก

 

พอมาถึงสถานี Shinagawa จะมีรถของโรงแรมจอดรออยู่

แต่กว่าจะหาจุดที่รถจอดเจอ ก็เล่นวิ่งไล่จับรถวนรอบสถานีไปรอบนึง

คือถ้าไม่ใช่ป้าย รถไม่ยอมจอดคร่า เราก็วิ่งตามรถมาจนถึงป้ายที่มันจอด

ซึ่งป้ายที่มันจอด ก็อยู่ห่างจากทางออกสถานีนิดเดียว แค่อยู่อีกด้านกับที่เราวิ่งตามรถบัส

บางทีชีวิตมันก็มีบททดสอบกันบ้าง แต่ไม่ต้องส่งมาถี่นักก็ได้ เฉลี่ยๆกันไป

 

 

 

ถ้าไม่นับห้องเรียวกังที่คาวากูชิโกะ

ห้องพักที่ Toyoko Inn น่าจะใหญ่ที่สุดในบรรดาที่พักมา

เหยียบเข้าห้องปุ๊บ วิญญาณแทบจะออกจากร่าง

จริงๆแผนแรกคือ จะไปโตเกียวทาวเวอร์กันต่อ

แต่ดูจากสภาพร่างกาย (และจิตใจของนิกกี้) แล้ว ไม่น่าจะพร้อม

เอาไว้ตะลุยที่เดียวในวันสุดท้ายของทริป

 

 

 

ปิดท้ายด้วยรูปนี้

 

 

 

งานรูปคู่ต้องมานะฮะ นานๆทีจะมีรูปคู่ซักใบ 

ชอบรูปนี้มากๆ 

 

 

 

Next Station >>> Tokyo

 

 

Date : 31 July 2014

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

รูปปิดเอนทรี่น่ารักมาก :)

#1 By winter-moonlight on 2014-09-08 19:15