Japan Trip 07: Back to Tokyo : Good bye Japan

posted on 05 Sep 2014 16:31 by nat-chi in Trip directory Asian, Travel, Diary
 
 
 
 

 

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา

ช่วงเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ

ยิ่งอยู่ที่ญี่ปุ่น รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก ยังไม่อยากกลับเลย

  

หลังจากชีวิตเกือบดับดิ้น ณ เมืองโยโกฮาม่า

เราก็เดินทางมาสู่จุดหมายปลายทางสุดท้าย

กลับมาที่เมืองหลวง ซึ่งไม่มีอะไรมาก

เราปิดท้ายทริปนี้ด้วยงานช๊อปปิ้ง


 

 

จากวันแรกที่เรามาถึงโตเกียว ตอนอยู่ที่อูเอโนะ

อากาศค่อนข้างสบาย ไม่หนาวมาก

ยิ่งอยู่เกียวโต โยโกฮาม่า สามารถใส่เสื้อยืดตัวเดียวได้สบาย

เราก็เลยคิด (เอาเอง) ว่า มันคงจะไม่หนาวหรอก

ก่อนหน้านี้เช็คพยากรณ์อากาศทุกวัน วันนี้ดันสะเหร่อไม่เช็ค

แต่ละคนก็ใส่เสื้อมาอย่างบาง ไม่เอาเสื้อหนาวไปด้วย เก๋าโคตร

ไอ้ที่ใส่อยู่อย่าเรียกว่าเสื้อหนาวเลย บางกว่าเสื้อยืดข้างในอีกจะบอก

ออกจากโรงแรมก็ยังชิวๆอยู่ พอนั่งรถไฟไปลงชินจูกุเท่านั้นแหละ


 

  

ฝนตกคร่า !!!!!!!!!! -_-“

คือไม่ตกอย่างเดียว หนาวด้วยยยยย

กลายเป็นว่า วันที่เราแต่งตัวชิวสุด กลายเป็นวันที่อากาศเย็นที่สุด

เดินตัวสั่นกันทั้งวัน บวกฝนตกอีก สวัสดีค่ะ !!!!!


 

ฝนตกเลยแอบมาเล่นไพ่ในห้างที่ชินจูกุ 555

วันสุดท้ายของทริป มีการเคลียร์หนี้สินกันเล็กน้อย  

 

อย่างที่บอก วันนี้ไม่มีอะไรมาก เป็นวันแห่งการช๊อปปิ้ง

ไล่มาตั้งแต่ชินจูกู ฮาราจูกุ ไปจนถึงชิบุยะ

ใช้ JR Pass ล้วนๆ วันนี้เรานั่งรถไฟสายเดียว คือสาย Yamanote

ฝนตกพรำๆทั้งวัน ทำให้เดินไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่



 

ผ่านชินจูกุไปแบบผิวเผินมาก มีแต่ห้าง ฝน และอากาศหนาวๆ

จากนั้นแวะกินอาหารกลางวันที่ฮาราจูกุ

เป็นข้าวหน้าต่างๆ เช่น ข้าวหน้าเนื้อ ข้าวหน้าไก่ ข้าวไก่คาราเกะ

 

 

 

อาหารทุกชนิด จะดูน่ากินมากขึ้น 50% เมื่อมีไข่ดิบโปะอยู่ข้างบน

 

กินอิ่มแล้ว เราก็เดินเที่ยวฮาราจูกุกันต่อ

คุณนายปุ้ม แม้เงินในกระเป๋าจะเหลือติดตัวประมาณ 2000 เยน

นางก็สามารถช๊อปปี้งที่ร้านไดโซะร้อยเยน ไปประมาณ 2000 กว่าเยน

จำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นมาคือ ไถเงินนิกกี้เอา 555555

ช๊อปจนหมดตัวยังน้อยไป ต้องช๊อปจนเพื่อนหมดตัวด้วย ถึงจะเริ่ด

ซื้อแม้กระทั่งแก้วน้ำ คือแก้วเลย ไม่ใช่พลาสติก

แถมซื้อกระดาษทิชชู่ด้วย เมิงจะซื้อเพื่อ????

ถ้าเนื้อที่กระเป๋าเหลือ คิดว่านางคงเหมากาละมังไดโซะมาด้วย

 

 

  

มาฮาราจูกุทั้งที เราก็ต้องกินเครป

มีให้เลือกหลายร้านมาก ไม่รู้ว่าร้านไหนอร่อย

หลักการง่ายๆ ร้านไหนคนต่อแถวเยอะ ก็ร้านนั้นแหละ

 

 

ด้านหน้าร้าน ก็จะมีเครปให้เลือกมากมาย

คือดูแล้วมึนมาก ไม่รู้จะกินอันไหนดี เลือกๆเอา อันที่ไม่มีกล้วยละกัน

 

  

ส่วนตัวเฉยๆนะ เป็นคนไม่ชอบกินเครปเท่าไหร่อยู่แล้ว

รสชาดไม่ได้หวานมาก ตามสไตล์ของหวานญี่ปุ่น 

แต่มาทั้งที ก็ต้องลองซะหน่อย

 

  

จากฮาราจูกุ เดินมาเรื่อยๆ จนมาถึงชิบูยะ

มาถึงก็หาห้าแยกชิบูยะก่อนเลย

แค่ยืนดูคนข้ามถนน เราก็ฟินได้ 55555

มันดูอลังการมากจริงๆ เวลาที่คนจากทั้งห้าแยกเดินข้ามถนนพร้อมกัน

ไอ้เราก็ขอไปยืนถ่ายรูปท่ามกลางมวลมหาประชาชนซักช๊อตนึง

 

 

  

สายฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง

ทำให้เราเดินเล่นกันได้ไม่เต็มที่เท่าไหร่ เดินไปสั่นไป

แต่ไม่ว่าฝนจะตกยังไง

เมื่อเรามาถึงญี่ปุ่นแล้ว เราต้องมาที่นี่ให้ได้

 

 

“โตเกียว ทาวเวอร์”  

 

 

หลายคนอาจจะบอกว่า เดี๋ยวนี้เค้าไป Tokyo Sky Tree กันแล้ว

แต่สำหรับเรา มันไม่ใช่ ความคลาสสิคมันห่างชั้นยิ่งนัก

ยิ่งถ้าเป็นแฟนหนังเรื่อง “Always”  ยังไงก็ต้องมาโตเกียวทาวเวอร์

เราจึงตัดสินใจ เอามาปิดท้ายทริปญี่ปุ่นครั้งนี้ของเรา

 

 

แต่ก่อนที่เราจะไปโตเกียวทาวเวอร์

เราไปลงสถานี Yurakucho เพื่อไป Muji Café

อันนี้ส่วนตัวสุดๆ สองสาวไปช๊อป Muji กันที่โอซาก้ามาก่อนแล้ว

ด้วยความเด็กขี้อิจฉา และยอมไม่ได้ อยากไปบ้าง 

ตลอดทั้งทริปถือว่าตัวเองช๊อปน้อยมาก สรุปมาตบะแตกที่ Muji Café นี่แหละ 555

 

 

 

จากนั้นมุ่งหน้าไปที่สถานี Hamamatsucho

เป็นสถานีรถไฟของ JR ที่ใกล้โตเกียว ทาวเวอร์มากที่สุด

นี่ขนาดใกล้ที่สุดแล้ว กว่าจะเดินไปถึงโตเกียว ทาวเวอร์ แทบร้องไห้

เห็นโตเกียวทาวเวอร์อยู่ตรงหน้า แต่เดินไปไม่ถึงซักที ไม่รู้ว่าต้องเดินไปทางไหน

คือจริงๆระยะทางมันอาจจะไม่ได้ไกลขนาดนั้น

แต่พอฝนตก บวกอากาศโคตรหนาว

มันเลยทำให้ดูเหมือนว่าเราเดินกันไกลมาก

เดินไป มองโตเกียวทาวเวอร์ไป ในใจก็ครวญครางไปด้วย

 

 

 

 

“......อีกไกลแค่ไหน จนกว่าฉันจะใกล้...บอกที....”

 

 

ในที่สุดเราก็เดินมาถึง “โตเกียวทาวเวอร์” จนได้

น้ำตาจะไหล แทบก้มลงกราบ นิกกี้ถึงขั้นลงไปนอนกะพื้นถ่ายรูป 55

 


 

ไหนๆก็มาแล้ว เสียค่าเข้าขึ้นไปข้างบนซะหน่อย

สามารถขึ้นไปได้ 2 ระดับ เราเลือกแค่ระดับแรกพอ

เดี๋ยวคุณนี้ดช๊อคตาย นางกลัวความสูง

 


 

วิวเมืองโตเกียวยามค่ำคืน มองลงมาจากโตเกียวทาวเวอร์

อย่างงามมมม เป็นช่วงเวลาที่ดีมากๆ

แถมวันนั้นเป็นวันครบรอบ 4 ปีครึ่งของเราพอดี

"18 เมษายน 2557"

ยิ่งทำให้คืนวันนั้น เป็นคืนที่พิเศษสำหรับเรามากๆ

ได้มาฉลองวันครบรอบด้วยกัน

ที่...ประเทศญี่ปุ่น ประเทศในฝันของเราสองคน

 ที่...โตเกียวทาวเวอร์ สถานที่สำคัญจากหนังที่เราสองคนรักมาก

และ...สัญญาว่า...ซักวันเราจะมาด้วยกัน

ตอนที่พูดกันว่า จะมาๆ ต้องมาด้วยกันนะ 

ก็ไม่ได้คิดจริงๆหรอกว่า..วันนึง...เราอยู่ที่นั่นด้วยกันจริงๆ

 

 

 

ขากลับ อย่าหวังว่าเราจะเดินกลับ เข็ดจนชาติหน้า

นั่งแท๊กซี่กลับไปที่สถานีรถไฟ

ก่อนเข้าโรงแรม เราไปจองตั๋วรถไฟ Narita Express

ถึงแม้จะใช้ JR Pass ได้ แต่มันเป็นรถไฟที่ต้องจองที่นั่งก่อน

เก็บ JR Pass วันสุดท้ายไว้สำหรับใช้กับรถไฟ NEX โดยเฉพาะ

อยากนั่งมากกกกก ตั๋วจริงๆมันแพงด้วย

ตั๋วรถไฟที่แพงๆ แล้วสามารถใช้ JR Pass ได้ จะรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

เหมือนเวลาขึ้นชินคันเซ็น จะฟินมาก 55

แล้วมันก็เร็วด้วย รู้สึกอุ่นใจ ทันขึ้นเครื่องแน่นอน

 

 

กลับไปถึงโรงแรม เรามีภารกิจที่ยิ่งใหญ่รออยู่

นั่นคือ การจัดกระเป๋า ที่ยากคือเราจะเอาของทุกอย่างที่ซื้อมา

ยัดใส่กระเป๋ายังไงดี ????? (ยากชิบ)

กระเป๋าตัวเองว่ายากแล้ว คิดถึงกระเป๋าอีกของอีกสองนางแล้ว 

ดูเหมือนระดับความยากจะนำเราไปไกลโข

กว่าจะได้นอน จัดมันอยู่นั่นแหละ

 

 

เช้าวันต่อมา ตื่นแต่เช้า ไปที่สถานีรถไฟก่อนเวลา ตามที่ตั้งใจไว้

ตามกำหนดเวลาแล้ว รถไฟจะมาเวลา 06.05 นาที

พอ 06.02 มีรถไฟคันนึงวิ่งเข้าชานชาลามา จั่วหัวด้านหน้าว่า สนามบินนาริตะ

คันนี้รึป่าววะ ใช่แน่ๆเลย ต่างคนต่างไม่แน่ใจ

เห็นฝรั่งหลายคนเดินลากกระเป๋าเดินทางเข้าไป

ใช่แหละ ถูกแล้ว คันนี้นี่แหละ ก็เดินกันเข้าไปเลยคร่า

สรุปเรานั่งผิดคัน !!!!!

คือ ณ ตอนนั้นที่รู้ว่าขึ้นผิดคัน คือสติแตกเรียบร้อย

ทำไมแกถึงไม่เฉลียวใจว่า รถไฟ NEX มันควรจะหรูกว่านี้รึป่าววะ ไอ้นัช !!!!

แล้วรถไฟญี่ปุ่นอะไรมันจะตรงเวลาเป๊ะขนาดนั้น

6 โมง 2 นาที กับ 6 โมง 5 นาที ห่างกัน 3 นาที เป๊ะไปมั้ย

คนไทย ที่คุ้นเคยกับรถไฟดีเลย์ตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดมาอย่างชั้น ก็ไม่มั่นใจสิ T^T

แล้วยังไงดี อีคันที่นั่งมันคงไปถึงสนามบินนาริตะแน่นอนแหละ จั่วหัวหน้ารถไฟขนาดนั้น

แต่มันจะถึงกี่โมงล่ะ เราจะตกเครื่องมั้ย เปิดเน็ต เช็คตารางรถไฟด้วยความกังวล

พอเช็คเวลาแล้ว คือถึงสนามบินเฉียดฉิวมาก จอดแทบทุกสถานี

ก็ยังดีวะ ยังไงก็ถึงทัน ค่อยโล่งใจหน่อย

แต่ที่โมโหตัวเองมากคือ อุตส่าห์เก็บ JR Pass วันสุดท้ายไว้

ยอมนั่งรถไฟธรรมดาตอนขาเข้าเมือง เพื่อเอามาขึ้น NEX ตอนขากลับ

สรุป นั่งรถไฟหวานเย็นทั้งไป ทั้งกลับเลยคร่า

ไว้อาลัยให้กับความฉลาดน้อยของตัวเอง T^T

เฟอะฟะ จนวินาทีสุดท้ายจริงๆ

 

 

 

แถมที่เจ็บใจสุดๆคือ อยู่ญี่ปุ่นตั้งหลายวัน

เห็นโตเกียวบานาน่าตลอดเวลา ไม่ซื้อ ซื้อสนามบินก็ได้น่า

สรุปที่สนามบิน โดนเหมาเกลี้ยง !!!!! T^T

ดีมาเจอที่ร้านสุดท้าย ตอนเข้าเกตมาแล้ว กำลังจะขึ้นเครื่อง

ยังเหลืออยู่ไม่กี่กล่อง รีบวิ่งไปหยิบอย่างรวดเร็ว

“อย่าหวังน้ำบ่อหน้า” สุภาษิตนี้ ใช้ได้เสมอจริงๆ

 

 

ทริปญี่ปุ่นของนัชชิมาจนถึงตอนสุดท้ายแล้วสินะ

ผ่านมา 4 เดือนแล้ว

จากวันที่ไปญี่ปุ่น จนถึงวันที่อัพบล๊อคอยู่ตอนนี้

เป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ดีมากๆ

ทั้งวางแผนเองทั้งหมด หาข้อมูลต่างๆในเน็ต อ่านหนังสือ

ทำงานยังไม่ขยันเท่านี้ พูดเลยยยยยยยยย

จนวันที่ได้ไปจริงๆ ไปสัมผัสกับบรรยากาศที่นั่น

ถึงแม้จะหลงทาง พลาดรถไฟ แต่ก็ภูมิใจกับตัวเองมาก 555

เห็นเพื่อนๆ แฮปปี้ สนุก มีความสุข เรายิ่งดีใจ

แล้วก็บอกกับตัวเองตลอดว่า เราคงไม่ได้ไปญี่ปุ่นแค่ครั้งเดียวอย่างแน่นอน

มันจะมีครั้งที่ 2, 3 ,4 ,5 ตราบเท่าที่เรามีตังค์ !!!!!! 

 

 

คิดถึง....ฟูจิซัง

คิดถึง...เกียวโต

คิดถึง...โอซาก้า

คิดถึง...โยโกฮาม่า

คิดถึง...โตเกียว

คิดถึง....ญี่ปุ่น

 

 

“....ฉันคิดถึงเธออีกแล้ว...และยิ่งมากขึ้นทุกที...”

 

 

ซาโยนาระ แล้วเจอกันอีกนะ...เจแปน

 

 

 จบซะที เป็นรีวิวทริปที่ยาวมากกกกกกกก

บะบายยยยยยย

 

 

Date: 5 Sep 2014

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

*ปรบมือ*
คือเป็นทริปที่ดูฟินมากฮะ :)
ดูแล้วอยากไปบ้างอะไรบ้าง :33

#1 By winter-moonlight on 2014-09-08 19:18